1.ระบบปิด

ระบบปิด

ระบบปิด

ระบบปิด เหมาะสำหรับโรงงานหรืออาคาร ที่มีลักษณะเป็นห้องปิด (สามารถปิดให้มิดชิดได้)เพื่อที่จะใช้ตัวอาคารเป็นเสมือนอุโมงค์ลม นิยมใช้กับสถานที่ที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากแต่ไม่มีเครื่องจักร หรือแหล่งกำเนิดความร้อนสูงอยู่ภายในอาคาร

ลักษณะการติดตั้งที่ บริษัท เวริด์พลาส จ.อยุธยา

ช่องดูดอากาศเข้าจำนวน 4 ช่อง รอบๆด้านข้าง 4 ด้าน

ช่องปล่อยอากาศเย็นอยู่ด้านล่าง ติดกับช่องส่งอากาศเข้าสู่ตัวอาคาร

ช่องเล็กๆสำหรับพัดลมดูดอากาศออก ติดไว้บนเพดานห้อง

2.ระบบเปิด

ระบบเปิด

ระบบเปิด

ระบบเปิด เหมาะสำหรับโรงงานหรืออาคาร ที่มีลักษณะเป็นเปิดโล่งหรือไม่สามารถปิดให้มิดชิดได้ จะใชัการส่งลมเย็นเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ(Spot Cooling) หรือในบริเวณที่มีพนักงงานอยู่

โรงยิม อาคาร
บนหลังคา อาคาร

3.สำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อม

  EVAP  
8ap
golf
เหมาะสำหรับร้านค้า อาคารพาณิชย์ หรืองานแสดงสินค้าที่ต้องการความเย็น แบบธรรมชาติ ใช้กระแสไฟฟ้าต่ำและไม่มีละอองน้ำรบกวน และสามารถติดตั้งได้หลายหลายรูปแบบ

4.ประหยัดพลังงาน

saving energy

อาคาร condenser

saving energy

เพิ่มประสิทธิภาพและความเย็นให้กับแอร์เก่า โดยใช้การลดความร้อนของอากาศก่อนจ่ายเข้า Condenser เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแอร์

1. ก่อนที่อากาศร้อนจะเข้ามายังคอนเดนเซอร์จะมี แผง Cell Pad วางกั้นอยู่

2. แผง Cell Pad จะทำให้อากาศเย็นลง

3. อากาศที่เย็นลงจะทำให้คอนเดนเซอร์ทำงานน้อยลงช่วยลดพลังงานและประหยัดค่าไฟฟ้าของคุณ

       

ระบบแผ่นทำความเย็นเป็นชนิดที่ระบบใหม่ระบายความร้อนที่ผลิตโดย บริษัท ของเราสำหรับอุปกรณ์ทำความเย็นประหยัดพลังงาน โครงสร้างง่ายปริมาณมากอากาศเย็นราคาต่ำใช้พลังงานต่ำที่มีอากาศบริสุทธิ์และการบริการที่มีความน่าเชื่อถือ มันสามารถใช้กันอย่างแพร่หลายในสิ่งทอ, ถุงเท้า, เสื้อผ้า, แก้ว, ฉีดพลาสติก, ยาง, ภาพวาด, การคัดกรองผ้าไหม, ของเล่น, อิเล็กทรอนิกส์เครื่องใช้ภายในบ้าน, รองเท้า, การประมวลผลการพิมพ์อาหาร, ย้อมสี,และห้องซักรีดที่มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร้อน เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้าในตลาดซุปเปอร์ห้องรอและความบันเทิงในร่มขนาดใหญ่


การดูแลรักษามอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้กลางแจ้ง
การใช้งานมอเตอร์กลางแจ้ง ได้แก่ มอเตอร์ระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร, มอเตอร์ควบคุมการเปิดปิดประตูระบายน้ำ, มอเตอร์ที่ใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือระบบมอเตอร์ในงานวิจัยที่ต้องเก็บข้อมูลต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เป็นต้น
มอเตอร์ไฟฟ้าในระบบที่กล่าวข้างต้นจะต้องถูกใช้งานอย่างหนัก และต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่อาจควบคุมไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น 
บริเวณที่มีฝุ่นละอองมาก, ปริเวณที่มีอุณหภูมิสูงๆ หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง หากต้องการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน
มอเตอร์ไฟฟ้า เราควรที่จะเริ่มต้นจาการเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะกับงาน รวมถึงป้องกันสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ
ของมอเตอร์ไฟฟ้าด้วย

การเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้า
มอเตอร์ไฟฟ้าได้รับการออกแบบสร้างที่พิกัด (Rated) ซึ่งกำหนดจากสภาวะการทำงานมาตรฐานซึ่งระบุค่าตัวแปรต่างๆ อยู่บนเนมเพลท (nameplate) ซึ่งเป็นแผ่นป้ายติดอยู่บนตัวมอเตอร์แต่ละตัว ทั้งนี้เนมเพลทจะแจ้งถึงพารามิเตอร์การทำงานของมอเตอร์ และแจ้งข้อมูลที่สำคัญต่อผู้ใช้งาน เพื่อให้เลือกใช้งานมอเตอร์ได้เหมาะสมกับภาระที่ต้องขับเคลื่อน ยกตัวอย่างเช่น หากมอเตอร์ขนาด 30 แรงม้า (Horse Power – HP) ถูกนำไปใช้งานขับภาระที่เกิน หรือถูกใช้งานในระดับแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่าพิกัด จะส่งผลให้มอเตอร์กินกระแสไฟฟ้าสูงกว่าปกติ เพื่อที่จะสามารถขับภาระเกินนี้ได้ ส่งผลให้เกิดความร้อนในขดลวดทองแดงมาก และเมื่อทำงานอยู่ในสภาวะเกินกว่าที่ระบุไว้ในเนมเพลท ก็จะส่งผลให้มอเตอร์มีอายุการใช้งานสั้งลง

เนมเพลท มอเตอร์ซิงเกิ้ลเฟส (220 V.)

เนมเพลท มอเตอร์ทรีเฟส (220/380 V.)

ตัวแปรที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานมอเตอร์ได้แก่

  1. อุณหภูมิของอากาศโดยรอบ
  2. ความสูงจากระดับน้ำทะเล
  3. การระบายความร้อน
  4. ค่า Service factor
  5. แรงดันไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่นๆ เช่น ความชื้นในอากาศ, สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อน, การดูแลรักษามอเตอร์, ชนิดของตลับลูกปืน และชนิดของมอเตอร์ที่เลือกใช้ เป็นต้น
ภายใต้สภาวะการทำงานปกติของมอเตอร์ตัวหนึ่ง สามารถใช้งานได้ 5 ถึง 10 ปี หากดูแลรักษาดี ก็สามารถยืดเวลาได้ถึง 20 ปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การใช้งานกลางแจ้ง เช่นการใช้งานในระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร เราอาจต้องซ่อมมอเตอร์ในช่วงเวลาเพียง 6 เดือน ทั้งนี้เพราะมอเตอร์ต้องตากแดด ตากฝน รวมทั้งติดตั้งใช้งานอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย เช่น มึไอระเหยของกรดเกลือ น้ำเค็ม หรือไอของน้ำกรด ส่งผลให้เกิดการแปรสภาพการเป็นฉนวน หรือที่เรียกว่า ออกซิเดชั่น (Oxidation) ของฉนวนที่เคลือบอยู่ในขดลวดทองแดง และอัตราการเกิดออกซิเดชั่นจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วหากอุณหภูมิของมอเตอร์สูงมากกว่าที่ระบุไว้บนเนมเพลท และเกิดการลัดวงจรไฟฟ้าในที่สุด มอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้กลางแจ้งอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการระบายความร้อน เพราะมีสิ่งกีดขวางทางระบายความร้อน เช่น รังนก, ใบไม้, ฝุ่นละออง หรือขยะ เป็นต้น
ตัวแปรที่ทำให้ตัวมอเตอร์ร้อนจัด จนส่งผลกระทบต่อการทำงาน ได้แก่

  1. อุณหภูมิโดยรอบ: โดยปกติมอเตอร์เมื่อใช้งานที่พิกัด จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ระดับ 104 องศาฟาเรนไฮต์ หากค่าสูงกว่านี้จะถือว่าเกินกว่าที่มอเตอร์รับได้ และจะส่งผลเสียตามที่กล่าวข้างต้น
  2. ความสูงจากระดับน้ำทะเล: ตามพิกัดทั่วไปนั้น มอเตอร์จะถูกใช้งานอยู่ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 3,300 ฟุต หากติดตั้งมอเตอร์ที่ระดับความสูงมากกว่านี้ พบว่าอุณหภูมิภายในตัวมอเตอร์จะสูงขึ้น 1 องศาฟาเรนไฮต์ เมื่อความสูงเพิ่มขึ้นทุกๆ 330 ฟุต อย่างไรก็ตามหากเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีค่า Service Factor มากกว่า 1 เช่น 1.15 เราก็จะสามารถใช้งานมอเตอร์ในระดับความสูงมากถึง 9,000 ฟุตได้ โดยไม่ทำให้มอเตอร์ร้อน
  3. แสงอาทิตย์: มอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแสงอาทิตย์ ย่อมไม่เป็นผลดีเนื่องจากอุณหภูมิในตัวมอเตอร์อาจเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 10-20 องศาฟาเรนไฮต์
  4. การขับภาระเกินพิกัด: หากมอเตอร์ไฟฟ้าต้องขับภาระเกินกว่าที่ระบุไว้บนเนมเพลท ทำให้มอเตอร์ต้องพยายามสร้างแรงม้าเพิ่มขึ้นเพื่อจะขับโหลดให้ได้ ผลก็คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลมาขึ้นจนเกิดความร้อนในขดลวดมอเตอร์
  5. แรงดันไฟฟ้าที่ป้อนมีค่าต่ำ: เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานที่ระดับแรงดันต่ำกว่าที่พิกัด (การเชื่อมต่อไม่ดี, เกิดปัญหาที่ระบบจ่ายไฟหรือแหล่งจ่ายไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน) มอเตอร์จะกินกระแสไฟฟ้ามากกว่าปกติเพื่อที่จะสร้างแรงม้าให้ได้ตามพิกัด สิ่งนี้ส่งผลให้อุณหภูมิในขดลวดมอเตอร์สูงขึ้น 1-2 องศาฟาเรนไฮต์และแปรผันตามค่าแรงดันที่เปลี่ยนไป
  6. สิ่งสกปรกในตัวมอเตอร์ (Contamination): สิ่งสกปรก หรือฝุ่นผง อาจไม่ได้มาจากภายนอกตัวมอเตอร์เท่านั้น เพราะสิ่งสกปรกที่ทำความเสียหายให้กับมอเตอร์อาจมาจาก ความสึกหรอซึ่งเกิดจากการเสียดสีในตัวมอเตอร์, สนิมกัดกร่อนในตัวมอเตอร์ และเกิดจากความร้อนสูงภายใน อนุภาคของสิ่งสกปรกที่ลอยอยู่ในอากาศ มีความสามารถเป็นตัวกัดเซาะ ดังนั้นในขณะที่มอเตอร์ทำงานอยู่ อากาศที่ไหลเวียนในตัวมอเตอร์จะนำพาเอาอนุภาคกัดเซาะไปกัดกินชั้นของวานิชที่เคลือบลวดทองแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นอนุภาคประเภทเกลือ หรือถ่านหิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้า จะทำให้คุณสมบัติของฉนวนเสื่อมลง และหากมีความชื้นมาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะทำให้เกิดการสะสมของชั้นฝุ่นสกปรก ทำให้ระบบการระบายความร้อนในตัวมอเตอร์ทำได้ไม่ดี และนำไปสู่ปัญหาเรื่องของความร้อนสูงได้ต่อไป

การป้องกันขดลวดมอเตอร์ไม่ให้ร้อนจัด
มอเตอร์ที่ร้อนจัดเป็นสาเหตุหลักที่ลดอายุการใช้งานของมอเตอร์ลง สำหรับการใช้งานมอเตอร์ในระบบชลประทานหรือสูบน้ำกลาง
ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจมาจากแสงอาทิตย์โดยตรงกรณีนี้เราอาจช่วยลดความร้อนได้โดยการทาสีตัวถังมอเตอร์ด้วยสีขาวหรือสีที่
สะท้อนแสงได้ดี ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่สามารถสร้างบ้านให้มอเตอร์ได้ การระบายความร้อนด้วยพัดลมก็เป็นวิธีการในทางปฏิบัติที่ช่วยลด
ความร้อนในตัวมอเตอร์ได้เป็นอย่างดี หากสามารถนำวัสดุมาบังแดงให้กับตัวมอเตอร์ได้ ก็ควรทำแต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นพื้นที่
ซึ่งนกหรือสัตว์อื่นจะสามารถเข้าไปทำรังได้ ส่งผลให้การระบายความร้อนแย่ลง
หากสามารถเลือกใช้มอเตอร์ที่มีอุปกรณ์ป้องกันการขับโหลดเกิน อุปกรณ์นี้จะถูกติดตั้งอยู่ภายในตัวมอเตอร์ทำให้หน้าที่ตรวจสอบ
ค่าอุณหภูมิและตัดวงจรไฟฟ้าทันทีเมื่ออุณหภูมิสูงในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งนี้เรายังสามารถตั้งค่าได้ตามความเหมาะสม
อีกด้วย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ป้องกันอาจช่วยยืดอายุการใช้งานมอเตอร์ แต่มันก็อาจไม่เหมาะสมกับระบบปัมท์ เนื่องจากการ
ใช้งานจริงของระบบมักจะเกิดจุดวิกฤตขึ้นเป็นช่วงๆ และมีความสำคัญมากกว่าการยืดอายุการใช้งานของมอเตอร์

การดูแลรักษามอเตอร์
จัดการระบบระบายความร้อน ด้วยอากาศที่สะอาดและมีความเพียงพอ
ดูแลรักษาขดลวดมอเตอร์ทุก 3 ปีหรือ 5 ปี อาจตรวจสอบฉนวนที่เคลือบอยู่ และทำการเคลือบฉนวนซ้ำ, ตรวจสอบ
ตลับลูกปืน อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนจาระบีเพื่อช่วยให้การหล่อลื่นดีขึ้น ทั้งนี้การเคลือบฉนวนมอเตอร์มีต้นทุนน้อยกว่า
การเปลี่ยนขดลวดมอเตอร์และการเปลี่ยนตลับลูกปืนก่อนที่มันจะเสีย สามารถช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดกับเพลา
ของมอเตอร์และชิ้นส่วนอื่นๆ ได้อย่างมาก สิ่งสำคัญที่สุดของการซ่อมบำรุงมอเตอร์ไฟฟ้า คือ ช่วยลดโอกาสและ
ความเสี่ยงที่เป็นสาเหตุให้หยุดชะงัก เนื่องจากมอเตอร์เสียหายจนต้องใช้เวลาอย่างมากในการเปลี่ยนมอเตอร์ตัวใหม่
ก่อนที่จะเดินเครื่อง ควรตรวจสอบขั้วไฟฟ้าต่างๆ ว่าแน่นเพียงพอหรือไม่ หากขั้วไฟฟ้าหลวม เมื่อใช้งานไปจะเกิด
ความร้อนขึ้นที่จุดต่อนี้ และมีโอกาสที่จะทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าเสียหายได้ แรงดันไฟฟ้าที่ตกคร่อมในจุดต่อที่หลวม จะทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานที่ระดับแรงดันต่ำกว่าพักัด ส่งผลให้เกิดความร้อนในตัวมอเตอร์ ยิ่งไปกว่านี้ หากจุดต่อเกิดการแตกหักและหลวม จนทำให้เฟสของแรงดันไม่ครบ กรณีนี้มอเตอร์ไฟฟ้าจะเสียหายได้เกือบจะทันที
สิ่งที่ต้องตระหนักอยู่ในใจเสมอก็คือ ความชื้นและน้ำต้องอยู่ห่างจากตัวมอเตอร์ นั่นหมายถึง พื้นที่ติดตั้งและฐานรอง
ซึ่งอาจเป็นเหล็ก ก็จะมีโอกาสขึ้นสนิมได้ช้าลง มอเตอร์จึงมีโอกาสที่จะสั่นสะเทือนได้น้อยลง ขั้วต่อไฟฟ้าก็จะแน่น
อยู่เสมอ

การป้องกันทางไฟฟ้าสำหรับมอเตอร์
ชุดควบคุมสั่งการมอเตอร์ไฟฟ้าควรมีอุปกรณ์เซอร์กิตเบรกเกอร์ติดตั้งอยู่ด้วย สำหรับป้องกันกระแสเกิน. ระบบป้องกันฟ้าผ่า, อุปกรณ์ป้องกันกระแสพุ่งชั่วขณะ (Surge Protection) และรีเลย์ป้องกันความผิดปกติของเฟส (เพื่อที่จะป้องกันการสลับเฟสหรือเฟสไม่ครบ และแรงดันต่ำกว่าพิกัด) อุปกรณ์ป้องกันเหล่านี้ จะป้องกันมอเตอร์จากปัญหา
เกี่ยวกับไฟฟ้าที่จ่ายให้กับมอเตอร์โดยไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันการขับภาระเกิน (Overloading) อุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ 
เช่น สวิตซ์ความดัน จะทำหน้าที่ตัดวงจรมอเตอร์ออกในทันที เมื่อความดันในระบบปัมท์ถึงระดับที่กำหนด

การดูแลรักษาพื้นที่ติดตั้งมอเตอร์
การระบายความร้อนที่ดี รวมถึงการจัดพื้นที่ติดตั้งได้อย่างเหมาะสม จะช่วยป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งที่กระจายอยู่ในสภาพแวดล้อม 
ยกตัวอย่างเช่น วัชพืชที่เจริญเติบโตจนปกคลุมตัวมอเตอร์, เศษขยะที่ปลิวมาตามลม, ละอองน้ำที่กระเด็นโดนมอเตอร์หรือรังมด |เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ควรจัดการให้อยู่ห่างจากตัวมอเตอร์ เพราะสามารถสร้างความเสียหายให้กับขั้วต่อไฟฟ้า ขดลวดทองแดง
รวมถึงการระบายความร้อนของตัวมอเตอร์
การใช้งานมอเตอร์กลางแจ้งในช่วงฤดูหนาว  หรือฤดูฝน มีสิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับปริมาณความชื้นและการกลั่นตัวอขงหยดน้ำใน
อากาศที่อาจทำความเสียหายให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ ในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องดูแลรักษามากเป็นพิเศษ

อร์เนชั่นเนล จำกัด
หน้าหลัก | สินค้าและบริการ | ข่าว/ประชาสัมพันธ์| เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา

www.stats.in.th